ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ศึกษาที่ใจ

๑๒ ส.ค. ๒๕๕๙

ศึกษาที่ใจ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ถาม : เรื่อง “พระอรหันต์แบบสุกขวิปัสสโก

กราบนมัสการหลวงพ่อที่เคารพ ผมได้ปฏิบัติภาวนามาได้เวลาช่วงหนึ่งแล้ว และก็ศึกษาเรื่องความรู้เรื่องปริยัติไปด้วยครับ ผมได้ไปศึกษาถึงประเภทของพระอรหันต์ แล้วเห็นมีบางครั้งข้อมูลที่ศึกษาได้กล่าวถึงพระอรหันต์แบบสุกขวิปัสสโกที่มีอาสวักขยญาณเท่านั้น แต่ไม่มีอภิญญาอื่นๆ เพราะไม่ได้เจริญขั้นสมถะ

จึงอยากเรียนถามหลวงพ่อว่า ที่ผมศึกษาเจอผิดหรือถูกอย่างไร ไม่ต้องเจริญสมถกรรมฐานก็สามารถเข้าถึงมรรคได้จริงหรือไม่ครับ กราบรบกวนหลวงพ่อให้ความกระจ่างด้วยครับ

ตอบ : ให้ความกระจ่างด้วย ก็โยมปฏิบัติด้วย แล้วไปศึกษาด้วย ถ้าเราให้ความกระจ่าง เราก็ให้ความกระจ่างจากการศึกษา แล้วถ้าให้ความกระจ่างจากการศึกษา ต่างคนต่างตาบอด ต่างคนต่างตาบอด ตาบอดก็คลำช้าง คลำช้างก็ออกนอกลู่นอกทางไปหมดน่ะ

แต่ถ้าเอาความจริงๆ ถ้าเอาความจริง เขาศึกษาน่ะ เขาศึกษาเขาหาที่หัวใจไง ศึกษาที่หัวใจนี้ ถ้าศึกษาที่หัวใจนี้ ไอ้เรื่องสิ่งที่ว่าพระอรหันต์ประเภทใด พระอรหันต์อย่างใด

กรณีอย่างนี้เป็นกรณีของหลวงตา หลวงตาท่านพูดบ่อย ท่านพูดถึงพระอรหันต์กี่ประเภท พระอรหันต์ชนิดใดต่างๆ ไอ้นี่มันเป็น ถ้าท่านเข้าใจแล้วท่านพูดของท่านได้ชัดเจนของท่าน

แต่ของเรา เราศึกษามา ศึกษามาด้วยความไม่รู้ของเรา ศึกษามาด้วยหัวใจที่มันยังไม่เข้าใจไง ถ้ายังไม่เข้าใจ เราศึกษา ใช่ เวลาเราประพฤติปฏิบัติ เราก็มีเป้าหมายของเรา เป้าหมายของเราอยากจะสิ้นสุดแห่งทุกข์ เป้าหมายของเรานะ แต่ถ้าเราปฏิบัติยังไม่ถึงเป้าหมายของเรา เราก็ขวนขวายของเราเพื่อประโยชน์กับเราไง เพื่อประโยชน์กับเรา

เกิดมาภพชาติหนึ่ง ภพชาติหนึ่งเราก็สะสมคุณงามความดีของเราไป ประพฤติปฏิบัติมา คนถ้าจะมีปัญญาๆ ปัญญาเกิดจากการประพฤติปฏิบัติ คนเราเวลาจะมีปัญญา มีปัญญาเกิดจากการศึกษา พอการศึกษา คนมีการศึกษาจบแล้วมีวุฒิ มีวุฒิแล้วก็เข้าไปทำงาน มีวุฒิแล้วว่าฉันเคยศึกษาจบขั้นใดไง

แต่เวลาถ้าปฏิบัติ ปฏิบัติถ้ามันรู้จริงในหัวใจ เขาศึกษามา ศึกษาให้ปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติขึ้นมาเป็นความจริงแล้ว เวลาครูบาอาจารย์ของเราถ้าเป็นความจริงแล้ว เรื่องอย่างนี้ไม่มีความลังเลสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอะไร

เพราะว่าเวลาหลวงปู่มั่นท่านตอบปัญหาของท่านน่ะ พระอรหันต์มีประเภทเดียว พระอรหันต์มีประเภทเดียวคือประเภทสิ้นกิเลส ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่เวลาสิ้นกิเลสแล้ว เวลามรรคผลมันรวมลง จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ จิตนี้มันกลั่นออกมาจากอริยสัจ จิตนี้มันกลั่นออกมาจากมรรคไง

ดูสิ เวลาหลวงปู่จวนท่านเทศน์น่ะ “ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์” วิธีการดับทุกข์ๆ น่ะ ถ้ามันดับทุกข์ จิตนี้มันกลั่นมาจากอริยสัจ พระอรหันต์จะประเภทใดก็แล้วแต่ มันต้องผ่านอริยสัจ ผ่านมรรคเข้ามา อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ถ้ามันเป็นความจริงอย่างนั้นแล้วมันเป็นความจริงๆ

ฉะนั้น เวลากรรมฐาน เวลาหลวงปู่มั่นตอบ ท่านบอกว่า หืมพระอรหันต์มีหลายประเภทด้วยหรือ พระอรหันต์ก็มีประเภทเดียวเท่านั้นน่ะ คือประเภทที่สิ้นกิเลส

แต่ในปัจจุบันนี้ถ้ามีการศึกษา เราศึกษา ยิ่งศึกษา ยิ่งตอนนี้พุทธศาสตร์ๆ ศึกษาดอกเตอร์กัน ศึกษากันเยอะแยะเลย ข้าราชการจะไปเอาวุฒิ ไปศึกษาพุทธศาสตร์ทั้งนั้นน่ะ เอาดอกเตอร์ๆ ก็ศึกษาเรื่องนี้ ได้เป็นดอกเตอร์ด้วย แล้วก็จะมาโต้แย้งกันเรื่องพระอรหันต์นี่ เพราะอะไร เพราะพระอรหันต์ประเภทที่ตาบอดไง

แต่เวลาหลวงปู่มั่นท่านบอก พระอรหันต์มีประเภทเดียว ประเภทที่สิ้นกิเลส ถ้าสิ้นกิเลสแล้วจบ ไม่สงสัยเรื่องความเป็นพระอรหันต์ แล้วถ้าไม่สงสัยเรื่องความเป็นพระอรหันต์แล้วเข้าใจเรื่องนี้ได้หมดนะ แต่โดยโลกๆ ไง โดยโลกๆ ถ้าใครพูดสิ่งใด พูดเป็นประเด็นไว้ แล้วสิ่งข้างเคียงมันก็เกาะ เกาะแล้ววิจารณ์กัน วิจารณ์กันไป เปรอะไปหมดเลย

แต่ถ้าเป็นจริงๆ ท่านหัวเราะ เพราะว่าอะไร เราอยู่กับหลวงตา หลวงตาท่านพูดไง เวลามีพระผู้ใหญ่เจ้าฟ้าเจ้าคุณท่านเทศน์ ท่านเทศน์ถึงว่านิพพานเป็นอย่างนั้น ท่านยิ้มๆ น่ะ ท่านขำๆ ในใจ แต่ท่านก็ไม่พูด เพราะเราเป็นพระผู้น้อยไง เราเป็นพระผู้น้อย เราเป็นพระที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์

ไอ้คนที่มียศถาบรรดาศักดิ์เขาพูดถึงไง พูดถึงมรรคถึงผล พูดถึงนิพพาน พูดแล้วเขามีความชุ่มชื่น เขามีความยกย่องสรรเสริญกันไง สรรเสริญที่ไหน สรรเสริญที่ตาลปัตรไง ฉันมียศถาบรรดาศักดิ์ ฉันเป็นฝ่ายปกครอง ฉันมีอำนาจ ถ้ามีอำนาจ ใครมาโต้แย้งกันไป เดี๋ยวจะสั่งปลด นั่นน่ะ นั่นเป็นความเห็นของเขาไง

ฉะนั้น เวลาหลวงตาท่านบอกท่านได้ยินได้ฟังแล้วมันเศร้าใจไง มันเศร้าใจเลยนะ เศร้าใจตรงไหนรู้ไหม คนที่ไม่เป็นมันไปปล่อยไก่ไง มันไปปล่อยไก่กลางสนามหลวงเลย มันไปปล่อยไก่กลางประเทศไทยเลย ปล่อยไก่เป็นเข่งๆ เลย แล้วไอ้คนรู้มันก็อายแทนใช่ไหม ไอ้คนที่ไม่รู้มันปล่อยไก่แล้วมันก็ยัง โอ้โฮมีอำนาจๆ

นี่พูดถึงว่า พระอรหันต์มีกี่ประเภทล่ะ

แต่เวลาเราเป็นกรรมฐาน ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ของเราท่านเทศนาว่าการ เทศนาว่าการให้พวกเรามั่นใจ

หลวงตาท่านพูดบ่อยนะ เราสอนด้วยความไม่สงสัย เรารู้อยู่เต็มอก นี่เวลาหลวงตาท่านพูด แล้วเวลาหลวงตาท่านพูดถึงหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านไม่เคยประกาศตัวประกาศตนเลย ความเป็นจริง สูงสุดสู่สามัญ ท่านไม่เคยอวดตัว ท่านไม่เคยคิดว่าท่านจะเป็นอะไรเลย แต่พระในวัดเชื่อหมด พระในวัดเชื่อหมดเลย เพราะอะไร

เพราะท่านพูด เวลาเราทำงาน ทำงานนะ ๑ ๒ ๓ ๔ เวลาทำงานขึ้นมา ท่านบอกถึงวิธีการทำงานทั้งหมดเลย เพียงแต่เราทำไม่ถึงเท่านั้นน่ะ แล้วการทำงานของท่าน ท่านไม่เคยสงสัยเลย ท่านจะบอกวิธีทำงาน ท่านเทศนาว่าการ ท่าน ๑ ๒ ๓ ๔ มรรค ๔ ผล ๔ มันก็จบ ถ้าจบแล้วมันก็สิ้นกิเลส เวลาความจริงมันเป็นแบบนั้นไง แต่ของเรา เราทำไม่ถึงใช่ไหม แต่เราเชื่อๆ

หลวงตา เวลามาถึงหลวงตา หลวงตาท่านบอกเลย “เราสอนด้วยความไม่สงสัย” เพราะอะไร ถ้าเราฟังด้วยความสงสัยนะ เราจะปฏิบัติกันอย่างไร เราฟังมา เรารับมาด้วยความลังเล เรารับมานี่จริงไม่จริง เรายังโลเลอยู่ แล้วลองไปปฏิบัตินะ อีกห้าปีมันก็ยังโลเลอยู่นั่นน่ะ พายเรืออยู่ในอ่างนั่นน่ะ หมุนไปหมุนมาอยู่นั่นน่ะ

ฉะนั้น เวลาหลวงปู่มั่น เวลาครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ โชะโชะโชะต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างอื่น ผิด ต้องเป็นอย่างนั้น นี่ไง แบบสิ้นกิเลสไง แบบสิ้นกิเลสมันก็เข้ามาทางนี้ไง ถ้าเข้ามาทางถูกต้องดีงามมันก็เป็นถูกต้องดีงามไง

แต่ทีนี้ผู้ถามถามว่า เขาปฏิบัติแล้วเขาศึกษาไปด้วย ศึกษาถึงสุกขวิปัสสโก สุกขวิปัสสโก เขาพูดถึงพระอรหันต์ที่แห้งแล้งไง บอกว่าไม่ได้ทำฌานสมาบัติไง ไม่ได้ทำสมถะ จิตมันไม่มีกำลังไง นี่เขาพูดของเขา เขาไม่มีอภิญญา ถ้าเป็นอภิญญา พวกพระอรหันต์วิชชา ๓ ต่างๆ เขาก็มีของเขา

สุกขวิปัสสโกก็มี เราจะบอกเลยนะ แยกสองส่วนใหญ่ๆ แยกสองส่วนใหญ่ๆ ที่ว่า ปัญญาวิมุตติ เจโตวิมุตติ

ถ้าเป็นเจโตวิมุตติ พวกที่ทำสมาธินี่พวกเจโตวิมุตติ ครูบาอาจารย์เราส่วนใหญ่เป็นเจโตวิมุตติ เพราะเวลาท่านเทศน์เรื่องทำความสงบของใจ พอใจสงบแล้วให้พิจารณากาย หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่คำดี หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่บัว พวกนี้หมดเลย

แต่ถ้าเป็นปัญญาวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ หลวงตา หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่มั่น นี่ถ้าเป็นปัญญาวิมุตติ แต่ท่านทำสมาธิด้วย

ฉะนั้นบอกว่า สุกขวิปัสสโกแห้งแล้งๆ มันวิเคราะห์วิจัยกันไป โดยพระอรหันต์โดยความมืดบอด ถ้ามืดบอดก็วิจารณ์ไปไง แต่ถ้าเป็นหลวงปู่มั่น เป็นครูบาอาจารย์เรานะ พระอรหันต์มีประเภทเดียว ประเภทที่สิ้นกิเลส ถ้าสิ้นกิเลสไปแล้ว ทีนี้จริตนิสัย ความชำนาญ พอความชำนาญมันเป็นอย่างนั้นนะ

ถ้าสุกขวิปัสสโก สุกขวิปัสสโกอย่างเช่นพระสารีบุตร ถ้าพระสารีบุตรนี่เป็นปัญญาวิมุตติ ถ้าพระโมคคัลลานะเป็นเจโตวิมุตติ ถ้าเจโตวิมุตติ เวลากำลัง ดูสิ พระโมคคัลลานะจะไป ไปสวรรค์ ไปนรก ไปต่างๆ แล้วมารายงานองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะตอนนั้นกำลังเผยแผ่ธรรมไง ที่นครราชคฤห์ หมู่บ้านใด ตระกูลใด มีคนตายไป ตายไปแล้ว ตายแล้วไปเกิดที่สวรรค์ชั้นใด เกิดอย่างไร เกิดที่ไหน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม พระโมคคัลลานะจะประกาศเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าใช่ๆๆ

ศาสนามั่นคงมากๆ นี่ไง เพราะอะไร เพราะมันมีผู้ไปรู้ไปเห็นใช่ไหม ทีนี้พระสารีบุตร พระสารีบุตรปัญญาวิมุตติ ถ้าว่าสุกขวิปัสสโก อย่างนี้ปัญญาวิมุตติ ถ้าปัญญาวิมุตติแสดงธรรมแตกฉานมากเลย

เวลาใครฟังธรรมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วไม่เข้าใจ ไปถามพระสารีบุตร พระสารีบุตรจะอธิบาย อธิบายจนเข้าใจ พอเข้าใจแล้วไปถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอก “ถ้าเป็นเราตอบ เราก็ตอบแบบพระสารีบุตรนั่นแหละ

เวลาฟังพระสารีบุตรแล้วไม่เข้าใจ มาถามพระพุทธเจ้า ฟังพระพุทธเจ้าไม่เข้าใจ ไปถามพระสารีบุตร นี่แห้งแล้งหรือ สุกขวิปัสสโกแห้งแล้ง มันจะแห้งแล้งมาจากไหน ขอให้มันสิ้นกิเลสเถอะ

แหมมันจะสิ้นกิเลส นี่มันพูดถึง เวลาเราก็อยากสิ้นกิเลสด้วย อยากจะเป็นแบบหนังจีนน่ะ มีพระบวชอยู่กับเราหลายองค์เขาบอกว่าเวลาเขาบวชใหม่ๆ เขาคิดว่าเวลาปฏิบัติไปแล้วเขาจะทำได้แบบหนังจีนไง ตัวเบาเหาะเหินเดินฟ้า เขาจะทำแบบหนังจีนเลย เขาคิดกันอย่างนั้นนะ คนคิดกันอย่างนั้น พระที่อยู่กับเราพูดอย่างนี้เลย เขาคิดว่าเขาภาวนาไป เสร็จแล้วเขาจะเป็นได้แบบหนังจีนนั้น เขาจะเหาะเหินเดินฟ้า

แต่พูดอย่างนั้นนะ ครูบาอาจารย์ของเรานะ ดูสิ เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่เจี๊ยะเล่าให้ฟัง เหาะอยู่บนอากาศ มันทำได้ทั้งนั้นน่ะ แต่มันไม่ได้เป็นแบบหนังจีนอย่างนั้น มันเป็นไปได้ มันรับรู้ได้ มันทำได้ ท่านทำของท่านไง เพราะไอ้นี่มันเป็นเครื่องเคียง มันเป็นคุณสมบัติของผู้ที่มีอำนาจวาสนาบารมี แต่เวลาเราจะสิ้นกิเลส เราจะภาวนาของเรา เราต้องทำความสงบของใจนี่ไง ถ้าใจมันสงบขึ้นมาแล้วมันจะเป็นข้อเท็จจริงไง ถ้าเป็นข้อเท็จจริงมันถึงจะเข้าสู่มรรคไง

แต่นี่ที่มันอยู่ข้างนอก อย่างที่ว่าพระที่มาบวชอยู่กับเรา เริ่มต้นเขาบอกว่าเขาจะเหาะเหินเดินฟ้า เขาจะแบบหนังจีน

หนังจีน ดูสิ อย่างพวกอภิญญาเขาทำของเขาได้ แต่มันชั่วคราวนะ มันชั่วคราวตรงไหน มันชั่วคราวที่ใจเขายังมีกิเลสอยู่ไง เพราะใจเขายังมีกิเลสอยู่ คนที่มีกิเลสมันมีความชอบความไม่ชอบใช่ไหม มันมีเรื่องของเราของเขาใช่ไหม

เวลาเขามาแสดงให้เห็นว่าเขาเหาะเหินเดินฟ้าได้ ทุกคนชื่นชมเขา โอ้โฮเขาจะชื่นชม เขาจะเหาะให้เราดูได้เลย แต่ถ้ามีคนเขาไม่เชื่อ เขาตินะ เหาะนะ เขาไปไม่ได้เลย เพราะมันวิตกกังวลคนที่มาคอยจับผิดเขาไง คนที่มาติเขา จิตมันวูบวาบไปกับเขาไง นี่ไง พวกเหาะเหินเดินฟ้ามันมีประโยชน์อะไร ถ้าคนชื่นชมมันก็ชื่นชมไปกับเขา ถ้าคนเขาติเตียนขึ้นมามันห่อเหี่ยวเลย ห่อเหี่ยว มันทำไม่ได้เลย

แต่ครูบาอาจารย์ของเราที่เป็นธรรมๆ ขึ้นมา ในธรรมของท่าน โลกธรรม ๘ มันเข้าไปกระทบกระเทือนใจนั้นไม่ได้ มันคงที่ของมัน แล้วจะมาทำ ทำไมจะทำไม่ได้ มันทำได้ทั้งนั้นน่ะ

นี่พูดถึงทางโลกที่คิดกันไป ทีนี้เข้ามาคำถามไง คำถามเขาบอกว่า สิ่งที่เขาศึกษามา พระอรหันต์บางประเภท ข้อมูลที่ศึกษามา พระอรหันต์แบบสุกขวิปัสสโกมีอาสวักขยญาณเท่านั้น แต่ไม่มีอภิญญาเพราะไม่ได้เจริญสมถะ

เจริญสมถะ ต้องเจริญสมถะ ไม่เจริญสมถะไม่มี คำว่า “เจริญสมถะ” นี่เป็นปัญญาอบรมสมาธิไง ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ อย่างที่หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนให้ดูจิตๆ ดูจิตจนจิตเห็นอาการของจิต

ดูจิตๆ การดูจิตอย่างนั้น การดูจิตนั่นน่ะสมถะ การดูจิตนั่นน่ะสมถะ แต่การดูจริงๆ เป็นสมถะจริงๆ ไม่ใช่แบบลูกศิษย์ลูกหาของท่านที่เอามาพูดบอกว่า ดูจิตๆ ให้นึกเอา ดูจิตให้เคลมเอา ให้เคลมเอา ให้นึกเอา ให้จินตนาการเอา...ไม่มี เวลาที่เขานึกเอา ดูจิต ดูอะไร

ดูจิต ถ้าดูจิต ถ้าเป็นคำสอน อันนี้มันเป็นคำสอนเดียวกับหลวงตา หลวงตาท่านใช้คำว่า “ปัญญาอบรมสมาธิ” ถ้าปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิมันไล่ไปๆ ท่านพูดชัดๆ ตรงตัวมาก “ปัญญาอบรมสมาธิ

ดูจิตๆ ดูจิตด้วยปัญญามันก็ปัญญาอบรมสมาธินี่แหละ เป็นสมถะไหม สมถะคือทำสมาธิ ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นจริงท่านทำสมถะ แต่ท่านไม่เน้นเป็นวิชาเอกไง เพราะมันวิชารองไง แต่วิชาเอกคือปัญญาไง แต่มันต้องมรรค ๘ ไง ถ้ามรรค ๘ มันรวมโดยมรรค ๘ มันเป็นสมถะ คนภาวนาเป็นนะ พระอรหันต์ประเภทเดียว ประเภทที่สิ้นกิเลส เขาเข้าใจตรงนี้

ไอ้เรื่องนี้เพียงแต่ว่ามันเป็นจริตเป็นนิสัย จริตนิสัย คนโทสจริต โมหจริต โลภจริต จริตอย่างไรมันกระทบกระเทือนอย่างนั้น นี่พูดถึงจริตมันชัดเจน ถ้าพูดถึงความถนัดมันก็ชัดเจน

ฉะนั้น คำว่า “สมถะๆ” เขาไม่ได้ทำสมถะ เขามีแต่อาสวักขยญาณ

มีได้อย่างไรถ้าไม่มีสมถะ อาสวักขยญาณมันเกิดหรือ ดูสิ อาสวักขยญาณเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำหนดอานาปานสติ กำหนดอานาปานสติ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ เป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ด้วยกำหนดอานาปานสติ อาสวักขยญาณถึงเกิด ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาสวักขยญาณเกิดไม่ได้

นี่ไง ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล ศาสนาไหนไม่มีความสมดุล ศาสนานั้นมรรคสามัคคีไม่ได้ นี่มันมีของมัน

แต่ไอ้พวกตาบอดไง มันจะไปหาเอาในตำราไง ไปหาเอาจากคำติฉินนินทาของคนไง ไปหาเอาจากกระแสสังคมไง กระแสสังคม ถ้าภาวนาไม่เป็นแล้วเขาพยายามจะบอกถึงพื้นฐานของฝ่ายการกระทำนั้นว่าใช้ไม่ได้ คือเริ่มต้นไม่ได้ไง ทำสมถะไม่ได้ กำหนดพุทโธไม่ได้ มันไม่เป็นปัญญา

มันตาบอดคลำช้างน่ะ ไปไหนมา สามวาสองศอก เขาไม่ได้ถามว่าสมถะหรือไม่สมถะ เขาถามถึงการประพฤติปฏิบัติ ถ้าการประพฤติปฏิบัติโดยพื้นฐานของมัน เด็กน้อยเราขึ้นมานะ เด็กเราเกิดมานะ ห้ามกินนมแม่ ห้ามกินนม ให้มันกินข้าวเลย มันจะได้โตไวๆ เพราะนมไม่มีประโยชน์กับใครไง มีประโยชน์กับเราก็อาหารการกินใช่ไหม โตขึ้นมานี้เราก็จะกินสเต๊ก เด็กมันคลอดมาก็เอาสเต๊กยัดปากมันเลย มันอยู่ได้ไหม มันเป็นไปไม่ได้หรอก โดยธรรมชาติของเด็กมันต้องกินนม ไม่กินนมแม่ก็กินนมผง

โดยธรรมชาติของจิต จิตถ้ามันไม่สงบ จิตมันไม่เป็นสัมมาสมาธิขึ้นมา มันเกิดปัญญาขึ้นไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ไม่มี แต่ถ้ามี มีก็เป็นการจินตนาการทั้งนั้นน่ะ

ไอ้นี่พูดถึงมันเป็นกระแสสังคมไง สังคมสังคมหนึ่งก็พยายามจะปลุกกระแสกันขึ้นมา “มันเป็นสมถะ มันไม่มีประโยชน์ มันไม่เป็นปัญญา

เด็ก ไม่ให้เด็กมันเจริญวัยเลยหรือ ไม่ให้เด็กมันเติบโตมาเลยหรือ ถ้ามันไม่มีเด็กมันก็ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีเด็ก ถ้าตัดตอนจากเด็กนั้นไปน่ะ ตัดตอนมันหายไปเลย โผล่มาก็อายุยี่สิบ เออมนุษย์แปลกประหลาดเกิดตอนอายุยี่สิบ ไอ้นี่มันเป็นโอปปาติกะ เทวดาเขาเกิดอย่างนี้ โอปปาติกะเขาเกิดอย่างนี้ แต่ไอ้จากเด็กขึ้นมานี่ไม่ต้องพูดถึงมันเลย ไม่ต้องไปสนใจมันด้วย มันเป็นสมถะ มันไม่มีความจำเป็น

ชีวิตนี้มีอยู่จริงหรือ ชีวิตนี้มันต้องผ่านขั้นทารกมา มันต้องผ่านจากวัยเด็กมา จิตมันจะโตขึ้นมาได้มันก็ต้องฝึกหัดตัวมันเข้มแข็งขึ้นมา ถ้ามันเข้มแข็งขึ้นมา แล้วพอมันเข้มแข็งแล้วมันถึงจะใช้ปัญญาของมัน

นี่พูดถึงไง นี่เวลาเขาถาม เขาถามนี่เขาแหย่ เขาแหย่จะให้เราออก เขาแหย่เฉยๆ เขาแหย่มาเฉยๆ ไง ทีนี้เขาแหย่มาเฉยๆ เขาพูดไปไงว่าฉันรู้เห็นจริงอย่างไร แล้วแหย่มาให้คายออกมา ถ้าให้คายออกมา มันเป็นเรื่องการคาดหมาย ถ้าการคาดหมาย เขาบอกว่าเขาได้อาสวักขยญาณเท่านั้นโดยที่ไม่มีอภิญญา

อภิญญามันส่วนอภิญญา คำว่า “อภิญญา” นี่ไร้สาระเลย อภิญญามันเป็นของเล่น ของเล่นๆ ทั้งนั้นน่ะ ของเล่นๆ ที่ครูบาอาจารย์ของเรา ของเล่นๆ แล้วเล่นจริงด้วย ของเล่นๆ แต่เล่นจริง เล่นจริงคือทำได้จริง แต่เป็นของเล่น ไม่ตื่นไม่เต้น ไม่อวด ไม่ต้องการให้ใครรู้

แต่มนุษย์ มนุษย์มีศักยภาพ มนุษย์อยากจะพ้นจากทุกข์ ถ้ามนุษย์อยากจะพ้นจากทุกข์ มนุษย์ต้องพิสูจน์ มนุษย์จะไม่ให้สิ่งใดมีความลังเลสงสัยตกค้างในใจ

ในพระไตรปิฎก ในการประพฤติปฏิบัติของครูบาอาจารย์ของเราที่ทำสิ่งใดได้ ผู้ที่มีอำนาจวาสนาที่การปฏิบัติทดสอบทั้งนั้นน่ะ ครูบาอาจารย์ของเราที่ทำ ท่านทำของท่าน แล้วท่านคุยกันภายใน หลวงตาท่านบอกว่า “ครอบครัวกรรมฐาน

ครอบครัวกรรมฐานเขารู้มือกัน รู้ว่าใครมีน้ำหนักมาก มีน้ำหนักน้อย ใครจริงใครไม่จริง ครอบครัว ในครอบครัวภายในไง นี่เขาพูดกันภายใน

ทีนี้เป็นภายในมันก็เป็นการเคารพ เป็นการเอื้อเฟื้อกับธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครอบครัวนี้เราจะรักษากันไว้ แล้วมันไปรู้จริงกันภายใน แล้วเขาจะรู้กัน ใครมีปัญหาสิ่งใดที่แก้ไขไม่ได้ จะไปหาครูบาอาจารย์ที่ท่านแก้ไขได้ ท่านแก้ไขได้ แก้ไขได้ ท่านจะชี้ให้เราเห็นเลยว่าผิดถูกอย่างไร เริ่มต้นอย่างไร จะทำอย่างไร นี่เป็นการภายใน เขาไม่ออกมาประชาสัมพันธ์ ไม่ออกมาเพื่อหาผลประโยชน์หรอก

นี่พูดถึงว่า ถ้าอาสวักขยญาณที่ไม่มีอภิญญา ไม่มีอภิญญาเพราะไม่ได้เจริญสมถะ

คำว่า “เจริญสมถะหรือไม่เจริญสมถะ” ไอ้คนที่เจริญยังไม่รู้ตัวเลย สิ่งที่โลกๆ เขาทำอยู่ ที่ว่ารู้ตัวทั่วพร้อมด้วยความเป็นปัญญานะ ถ้าเขามีสติสัมปชัญญะพร้อม ถ้าเขามีอำนาจวาสนานะ มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิเท่านั้นน่ะ ถึงที่สุดแล้วมันปล่อย ถึงที่สุดแล้วมันโล่งๆ แต่มันเป็นมิจฉา มิจฉาเพราะว่าเขาเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม เพราะความเข้าใจผิดว่าเป็นธรรม เขาคิดว่าเขาได้ทำ แล้วได้ทำแล้วนะ สุดท้ายแล้วเขาไม่ได้อะไรเลย

ไม่ได้อะไรเลยเพราะอะไร ไม่ได้อะไรเลยเพราะว่าเขาไม่ได้เดินตามขั้นตอนของมันไง มันไม่ได้อะไรเลยเพราะเขาไม่ได้พัฒนาใจของเขาขึ้นไปไง ถ้าใจเขาถ้าเป็นสัมมาสมาธิ จิตรู้แล้วออกเห็น ถ้าออกเห็นอันนั้นมันจะเป็นวิปัสสนา

คำว่า “ปัญญา” ปัญญาวิปัสสนา มันปัญญาอะไร ปัญญาเด็กเล่นขายของ พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้ว ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล หัวใจนั้นไม่มีมรรคขึ้นมา ทำมรรคไม่ถูกต้อง ทำมรรคไม่สมองค์ประกอบขึ้นมา ผลมันเกิดขึ้นมาไม่ได้

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ แล้วเหตุมันเหลวไหล เหตุมันสับสน ธรรมะสับสน ธรรมะเหลวไหล ไม่มีอยู่จริง แต่ถ้ามีอยู่จริง ครูบาอาจารย์เราถ้าทำเป็นจริงจะเป็นจริง

เขาบอกว่าไม่มีสมถะ

เพราะมันไม่มีสมถะ ก็เอ็งเรียกชื่อเฉยๆ แต่คุณสมบัติของสมาธิ เอ็งก็ไม่รู้จัก คุณสมบัติ คุณสมบัติของมัน องค์ประกอบของมัน เอ็งก็ไม่รู้จัก

แต่ครูบาอาจารย์ของเราท่านปฏิบัติมาแล้วท่านรู้หมด องค์ประกอบของสติ องค์ประกอบของสมาธิ องค์ประกอบของภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา องค์ประกอบของมันครบถ้วน พอครบถ้วนดีงามขึ้นมา หมั่นฝึกฝนน่ะ พอฝึกฝนสมดุล สมดุลคือมัชฌิมาปฏิปทา

ถ้าไม่สมดุล อย่างพูดเมื่อคืนน่ะ ไม่รู้ว่ารบ ไม่รู้ว่ารบก็รบกับกิเลสไง ไม่รู้คืออวิชชา อวิชชา อวิชชานี่เป็นเจ้าวัฏจักรเลย แต่กิเลสที่มันพอกพูนมาคือข้อมูลลบ ข้อมูลของกิเลส แล้วเราไม่รู้เท่า แล้วปฏิบัติไปมันจะสมดุลได้ไหม เพราะไม่รู้ว่ามันลบ ไม่รู้ว่าเป็นกิเลส แล้วกิเลสมันหลอกลวง แต่ถ้าทำสมถะๆ ทำสมถะ จิตมันจะสงบระงับเข้ามา พอมันถึงตัวมันเองแล้ว พอมันพิจารณาแล้วมันจะเข้าไปสู่ข้อมูลลึกในจิตใต้สำนึกในจิตนั้น ถ้าภาวนาไปมันจะเข้าใจเรื่องอย่างนี้หมดเลย

ถ้าไม่เข้าใจมันก็มาเถียงกันตรงนี้ ไอ้นี่มันหญ้าปากคอก ไอ้บอกว่า สมถะหรือวิปัสสนา วิปัสสนาหรือสมถะ เอาชื่อ ตั้งชื่อมัน ตั้งโจทย์มาแล้วแบ่งข้าง แล้วสู้กัน ตายหมดน่ะ ทะเลาะกันสองฝ่ายแล้วตายหมด กิเลสหัวเราะเยาะตบมือชอบใจ แต่คนปฏิบัติไม่ได้อะไรเลย

แต่ครูบาอาจารย์ของเรา นี่ไง ในครอบครัวกรรมฐานท่านถึงรู้กันภายใน ใครมีความชำนาญอย่างใด ใครมีน้ำหนักมากน้ำหนักน้อยจริงจังแค่ไหน ถ้าเป็นความจริงนะ แล้วมันเข้ากันโดยธาตุ นี่คนจริงชอบของจริง คนเร่ร่อนชอบเยินยอ ชอบคนยกย่องสรรเสริญ มันก็ไปอยู่สังคมอย่างนั้นน่ะ สังคมเลื่อนลอย สังคมที่ไม่มีข้อเท็จจริง

นี่ถามว่า “จึงอยากถามหลวงพ่อว่า ที่ผมศึกษามาผิดหรือถูกอย่างไร ไม่ต้องเจริญสมถะก็สามารถเข้าถึงมรรคได้จริงหรือไม่ครับ

อ้าวก็ลองทำดู นี่ไง มันค้นหาที่ใจเราไง ถ้าเราทำของเรานะ เราทำของเรา ทำให้จริงจังขึ้นมาเลย

ไม่ต้องทำอะไรเลยแล้วเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา แล้วมาคุยกับครอบครัวกรรมฐาน มาคุยกับครูบาอาจารย์ของเราที่มีจริง มาคุยได้เลย ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ สนทนาธรรม เอาธรรมกับธรรมมาแจกแจงกัน ถ้าเอาธรรมกับธรรมมาแจกแจงกัน ธรรมมีอันเดียว

ธรรมของหลวงปู่มั่น เห็นไหม พระอรหันต์มีประเภทเดียว ประเภทสิ้นกิเลส แล้วถ้าสิ้นกิเลสแล้วมันจะมีอะไรขัดแย้งกันถ้าคุยกันน่ะ

มันจะขัดแย้งกัน พระอรหันต์ประเภทเดียว พระอรหันต์ที่สิ้นกิเลส ไปเจอพระอรหันต์แตกต่างหลากหลาย พระอรหันต์ตาบอดคลำช้าง แล้วทางวิชาการ สาธุ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐ สาธุจริงๆ นะ ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาธุ ไม่อยากไปพูดกระทบกระเทือนเลย

แต่เวลาคนที่มีกิเลสหนาๆ ไปศึกษามาแล้วบอกพุทธพจน์ๆ อ้างว่าเป็นคำพูดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาพูดนะ พูดด้วยมุมมองของตนทั้งนั้นเลย เอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังหน้าไว้ แล้วเอาความชอบของตน เอาความชอบของตนแล้วอ้างว่าพุทธพจน์ๆ ฉะนั้น เราเจอคนประเภทนี้ เราจะคุยกับเขาประจำ

แขวนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ก่อน เอาพุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทิดทูนบูชาไว้ แล้วมึงกับกูฉะกัน มึงกับกูนี่ว่ากัน มึงว่าอย่างไร ว่ามา อย่าอ้าง สาธุ ตอนนี้นะ อ้างว่าเป็นพุทธพจน์ อ้างว่าเป็นธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาพูดมาความเห็นเขาทั้งนั้นน่ะ

แต่เวลาเราพูดนะ เวลาเราพูด สาธุจริงๆ นะ เขาจะบอกว่าพระกรรมฐานไม่ศึกษา คือไม่มีเปรียญ ๙ ประโยค ไอ้เปรียญ ๒ เปรียญ ๓ เขาว่าต่ำต้อย ของเขา ๙ ประโยคนะ แล้วมีพัดแหลมๆ อีกต่างหาก มีอำนาจอีกนะ มึงต้องฟังกู มึงต้องฟังกู กูได้รับการมอบอำนาจมาด้วยการพระปรมาภิไธยเชียวนะ นั่นน่ะว่ากันไปร้อยแปดพันเก้า

แต่ถ้าความจริงๆ ถ้ามันเป็นความจริงมันเป็นความจริงอย่างนี้

ทีนี้เขาบอกว่าจะเป็นสมถะหรือจะเป็นวิปัสสนา มันเป็นองค์หนึ่งของมรรค มรรค ๘

โรงเรียนใดก็แล้วแต่ ถ้าลูกศิษย์มันไม่ส่งการบ้าน มันไม่เข้าสอบ มันผ่านไม่ได้หรอก มันผ่านไม่ได้ นี่ก็เหมือนกัน มรรค ๘ ข้อสอบ ๘ ข้อ มันส่ง ๗ ข้อ มันส่งหมดเลย ส่งปัญญา ส่งทุกอย่างเลย มันบอกว่าสมถะไม่จำเป็น นักเรียนเป็นใหญ่ไง เอานักเรียนเป็นตัวตั้ง อาจารย์ต้องกราบตีนนักเรียนนะ มันส่ง ๗ ข้อก็ให้มันผ่าน นักเรียนจะสั่งอาจารย์เลย อาจารย์ต้องให้ฉันผ่านนะ แล้วให้มันผ่านให้หมด เป็นไปได้ไหม ไอ้นี่มันเป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องโลกน่ะมันได้ แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น เวลาประพฤติปฏิบัติ จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ กลั่นออกมาจากมรรค ๘ ไม่มี เป็นไปไม่ได้ แล้วเป็นไปได้เป็นอย่างไรล่ะ เป็นไปได้ หลวงปู่มั่นท่านเทศน์มาจนพวกเราชื่นชม เป็นไปได้ก็หลวงตาท่านเทศน์ ปัญญาอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา นี่สิ่งที่เป็นไปได้

ฉะนั้น คำว่า “เป็นไปได้” เวลาท่านเทศน์ เทศน์แกงหม้อเล็ก เวลาเทศน์ท่านเทศน์กับพระ ท่านเทศน์กับผู้ที่กำลังแก้กิเลส ท่านเทศน์อยู่ คนที่กำลังค้นคว้า คนที่กำลังใฝ่หา เวลาท่านเทศน์จบ เวลาท่านพูดกับหลวงปู่ลี “ลีเนาะ ลีเนาะ” คือมันเหมือนกันไง พระอรหันต์เทศน์กับพระอรหันต์ฟังอยู่ หลวงปู่ลีเป็นพระอรหันต์

แล้วหลวงปู่ลี หลวงตาท่านเป็นคนปั้นมา เวลาหลวงตาท่านเทศน์จบแล้ว อยู่ที่บ้านตาด เราก็นั่งฟังอยู่ด้วย ท่านหันไปหาหลวงปู่ลีเลย “ลีเนาะ ลีเนาะ” นั่นน่ะพระอรหันต์มีประเภทเดียว ประเภทสิ้นกิเลสไง ประเภทสิ้นกิเลสแล้วไม่มีอะไรขัดแย้งเลย ประเภทสิ้นกิเลส อู้ฮูท่านพูดแล้วเหมือนกันหมดเลย ไอ้ของเรายังเถียงกันไม่จบนะ

ฉะนั้น กรณีอย่างนั้นมันเป็นเรื่องของตาบอดคลำช้าง ศึกษาที่ใจ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาธุ สาธุจริงๆ เพราะว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันเป็นสุดยอด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่สุดยอดมากๆ แต่กิเลสของคนน่ะ กิเลสของคนบังเงา เอามาบังเงา เอามาบังกิเลสของตนน่ะ แล้วเอากิเลสของตนมาขาย เอากิเลสของตนมาเหยียบย่ำคนอื่น บังด้วยพุทธพจน์ บังไว้ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วเหยียบเขาไป ไม่เป็นความจริง

แต่นี้มาถามว่า “แล้วสิ่งที่ผิดหรือถูกอย่างไร ไม่ต้องเจริญสมถะแล้วสามารถเข้าถึงมรรคผลนิพพานได้จริงหรือไม่ครับ รบกวนหลวงพ่อพูดด้วย

นี่หลวงพ่อตอบแล้ว ตอบจบแล้ว เพราะมันเป็นกระแสสังคม แล้วมันกระแสสังคม แล้วภาษาเรา ภาษาเรา ดูถูกดูหมิ่นเหยียบแคลนกันด้วยกิเลสนะ

แต่เวลาหลวงตาท่านพูดบ่อย พระผู้ใหญ่ที่มาเทศน์ๆ ท่านก็อยู่ในสังคมด้วยกัน มันยิ้มอยู่ในหัวใจ คือมันติงต๊อง มันอะไรกันน่ะ แต่พูดออกไปไม่ได้ไง เพราะเขารู้กับเราไม่ได้ไง

เหมือนเรา เราพูดภาษาไทยกัน แล้วเราไปพูดกับต่างชาติ ต่างชาติเขาฟังเราไม่ออก เราไปพูดอะไร เขาก็ไม่รู้อะไรกับเราหรอก เพราะเขาไม่รู้ภาษาไทยไง

แต่ไอ้นี่ภาษาใจ ดูสิ เวลาครูบาอาจารย์ท่านเทศน์เทวดา อินทร์ พรหม นี่ภาษาใจ ภาษาใจมันพูดง่ายกว่าภาษาคำพูดอีก ภาษาสมมุตินี่ยุ่งมากเลย แล้วไอ้นี่ภาษาสมมุติแล้ว แล้วยังมีครูบาอาจารย์ของเราประพฤติปฏิบัติจนเขาเชื่อถือ แล้วตัวเองก็จะมาคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่หรอก

ถ้ามันเป็นจริงๆ แล้ว เป็นจริงแล้วนะ เม้มปากแล้วนั่งลง แล้วนั่งลง ฟังนี่รู้หมด ฟังแล้วรู้หมด คนไม่รู้ไม่เห็นน่ะ คนไม่รู้ไม่เห็น เวลาพูด ดูสิ ในทางราชการ ฝ่ายปฏิบัติ ฝ่ายปฏิบัติกับฝ่ายนโยบาย มีปัญหากันทั้งนั้นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน ทุกอย่าง เพราะเขาศึกษามาเป็นปริยัติ ทางทฤษฎี แต่ยังไม่ลงปฏิบัติเลย ยังไม่เห็นอะไรเป็นจริงเป็นจังเลย ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา อ๋อไอ้ที่พูดไปนี่มันไม่เป็นอย่างนี้เลยเนาะ ไอ้ที่พูดไปก็พูดไปแล้ว ก็ยังไม่รู้จริงพูดไปก่อนไง

แต่ให้มันรู้จริงขึ้นมาก่อน ฉะนั้น เวลาหลวงตาท่านบอก ถ้าปฏิบัติยังช่วยตัวเองไม่ได้ อย่าไปสอนคนอื่น ให้ช่วยตัวเองได้ก่อนถึงจะไปสอนคนอื่นได้ แล้วสอนมันสอนได้หมดเลยด้วย สอนได้หมดเลย มันจะเห็นตั้งแต่เริ่มต้น

เพราะว่าหลวงปู่มั่น หลวงตา ครูบาอาจารย์เรา เริ่มต้น ดูสิ หลวงปู่มั่นพิจารณาแล้วพิจารณาอีก ต้องไปลาพระโพธิสัตว์ก่อน เวลาหลวงตาจิตเสื่อมแล้วเสื่อมอีก เริ่มต้นน่ะจับผิดจับพลัดจับผลูไปอยู่กับหลวงปู่มั่นน่ะ ท่านบอกสอนเหมือนเด็กๆ เลย เริ่มต้นนี่ โอ้โฮกว่ามันจะยืนตัวได้ กว่ามันจะก้าวเดินได้ กว่ามันจะเป็นไปได้

แล้วถึงบอกว่าทารก “ไม่ต้องทำสมถะๆ

เด็กไม่เลี้ยงมันเลยมันจะโตขึ้นมาได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้หรอก มันไม่มี แต่ถ้ามันจะมีต้องมีอย่างนี้ มีต้องมีเหตุมีผล มีข้อเท็จจริงเสริมครบสมบูรณ์ตลอด จบ

ถาม : เรื่อง “อาการอวัยวะใหญ่ขึ้น

กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูมีเรื่องสงสัยอยากจะกราบเรียนถามหลวงพ่อค่ะ คือในขณะฟังเทศน์สดๆ จากหลวงพ่อในตอนกลางคืน แล้วเกิดอาการรู้สึกว่าอวัยวะของตัวเองหนาใหญ่กว่าปกติหลายเท่าค่ะ เช่น ปากใหญ่มาก หนามาก แก้มใหญ่มาก หนามาก หนักมาก เช่นเดียวกัน อาการเหล่านี้คืออะไรเจ้าคะ

ตอบ : ลูกศิษย์กรรมฐานแท้ๆ เลย เกิดอาการแบบนี้ เกิดอาการแบบนี้มันเกิดปีติไง นี่แหละอาการของปีติแหละ เวลาปฏิบัติเริ่มต้นนะ เกิดอาการอวัยวะใหญ่ขึ้น

นี่พูดเป็นเชิงยกตัวอย่างเนาะ เดี๋ยวจะหาว่าอวด เวลาเราประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ นะ เวลาตัวเองมันขยายใหญ่ขึ้น ตัวเองนี่ขยายใหญ่ขึ้น ความรู้สึกใหญ่ขึ้นๆ ใหญ่ขึ้นจนเรานั่งอยู่บนโลกนี้ โลกนี้เล็กเท่าปลายเข็ม เรานั่งอยู่บนโลกนี้ ครอบโลกเลยนะ นี่เวลาตัวมันขยายใหญ่ขึ้นๆ

ไอ้นี่แค่ปากหนาๆ แค่ปากหนาๆ แค่มือใหญ่ๆ นี่อาการของปีติ เห็นไหม อาการของปีติ ปีตินี้เป็นได้หลากหลาย มันอยู่ที่วาสนา ปีติเป็นได้ถึงระลึกชาติได้เลย ระลึกชาติของคนอื่นได้ก็เพราะปีติ จิตมันสงบแล้ว นี่ปีติมันมีหลากหลายมาก

ฉะนั้น เวลาปีตินะ เวลาปีติ เรานั่งไป เราพุทโธๆ เวลาจิตมันสงบแล้วนะ มันเหมือนกับผิวหนังเราเป็นเหมือนถุงพลาสติก แล้วข้างในนี่โปร่งหมดเลย เวลาเป็นนะ นั่งไปๆ เหมือนผิวหนังนี่เป็นถุงพลาสติก แล้วข้างในว่างหมดเลย แต่นี่ก็เป็น ขยายใหญ่ขึ้น ขยายเล็กขึ้น เป็นทั้งนั้นน่ะ นี่พูดถึงว่าเป็นปีตินะ

นี่เวลาไม่รู้ มันเป็นก็มหัศจรรย์เนาะ แต่พอรู้แล้วอยากให้มันเป็น ไม่เป็นแล้ว อ๋ออย่างนี้เขาเรียกว่าปีติ เห็นไหม ลูกศิษย์กรรมฐานเราไม่มีการศึกษา เราไม่ได้ศึกษาท่องจำตำรับตำรามา เวลามาประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันจะเกิดเป็นความจริงขึ้นมา

เวลาเกิดความจริงขึ้นมา อาการมันเกิดขึ้นมา อาการมันเกิดขึ้นมา เพราะว่าอันนี้มันอยู่ในองค์ของสมาธิ องค์ของสมาธินะ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ องค์ของสมาธิ ถึงที่สุดแล้วจิตตั้งมั่น จิตเป็นเอกเทศ จิตเป็นหนึ่ง เอกัคคตารมณ์ จิตตั้งมั่น นี่ถ้าเป็นโดยความสมบูรณ์ของมัน

แต่ขณะที่มันเป็นสมาธิๆ วิตก วิจาร วิตกคือระลึก วิตกคือฉุดหัวใจไว้ก่อน ถ้าเราไม่ฉุดหัวใจเราไว้ หัวใจมันจะคิดออกไปร้อยแปด วิตก วิตกคือควบคุมจิตไว้ วิตกคือนึกขึ้น วิตกก็วิตกขึ้นมา วิจาร พุทกับโธ พุทกับโธ

วิตกคือฉุดหัวใจเราไว้ แล้ววิจารก็พุทโธๆ น่ะ คือเหมือนกับมันรีไซเคิล น้ำจะพัฒนาน้ำเสียให้เป็นน้ำดี วิตก วิจาร พุทโธๆ พุทโธมันหมุนอยู่ในใจเรา มันหมุนอยู่ในใจ วิตก วิจาร พุทโธๆ ถ้ามันอยู่ของมัน ถ้ามันจะดีขึ้น น้ำเริ่มส่งกลิ่นเหม็น น้ำเริ่มกระจายออก ออกซิเจนมันเริ่มปรับตัวมัน เกิดอาการ เกิดปฏิกิริยา พอเกิดปฏิกิริยา วิตก วิจาร เกิดปีติ ปีติคือปฏิกิริยาของจิตที่มันจะเป็นไง พอปฏิกิริยาของมันจะเกิดขึ้นมันก็เกิดอาการ

เขาบอกว่า ปากใหญ่มาก หนามาก มันหนักมาก

แสดงว่าเวลาคนมันไม่รู้จักชื่อ นี่เข้าไปเห็น แต่ไม่รู้จักชื่อไง นี่ไง วิตก วิจาร ปีติ แล้วถ้าต่อไปนะ พอต่อไป มีคนถามเหมือนกัน เดี๋ยวถามต่อเนื่องไป “หลวงพ่อ เวลาปฏิบัติไปนะ อู้ฮูตัวหนามาก ตัวมันใหญ่มากเลย หลวงพ่อ เดี๋ยวนี้พอไปมันไม่เห็นมีอะไรเลย มันนิ่งๆ

อาการต่อไป อาการจากปีติมันจะเกิดสุข ความสุขน่ะ ความสุขความระงับ พอภาวนาไปนะ ผ่านปีติไปก็เป็นสุข แล้วก็งงนะ “เอ๊ะนี่มันอะไร หลวงพ่อ มันไม่เห็นเป็นอีกเลย

เวลาเกิดปีติก็ไม่รู้ว่าปีตินะ เวลามันผ่านปีติไปมันไปเกิดสุข พอสุข เรารู้ว่าสุขใช่ไหม พอผ่านจากสุขไป เอกัคคตารมณ์ มันเป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ เลย มันตั้งมั่นของมัน นั่นน่ะสัมมาสมาธิ นี่พูดถึงเวลาเขาทำสมาธิเขาทำกันแบบนี้ ถ้าทำแบบนี้มันก็เป็นข้อเท็จจริง

สิ่งที่ไปศึกษาก็ศึกษามา ดูสิ พระ เวลาพระบวชมา เรียนนักธรรมตรี เรียนนักธรรมโท ในนักธรรมโท ปีแรกเรียนนักธรรมตรีนะ ไปสอบนักธรรมตรี ได้นักธรรมตรี พอปีสองก็เรียนนักธรรมโท นักธรรมโทนะ เขาก็สอนตัดผ้านะ เขาเรียกตัดเป็นกุสิ ตัดเป็นอนุวาต นี่มันอยู่ในตำรา แต่เวลาบวชมา ของเรานี่ก่อนบวชนะ ฝึกหัด พระส่วนใหญ่แล้วจะตัดผ้าได้ พระเราต้องตัดผ้าเป็น

เวลาเขาเรียน เขาเรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก จบนักธรรมเอกมาให้ทำรังดุมติดจีวร รังดุมติดผ้าอังสะ ทำไม่เป็น เรียนจบแล้ว สอบผ่านแล้วนะ มันทำไม่เป็น

แต่พวกเราไม่ได้สอบไม่ได้เรียนอะไรเลยนะ แต่ทำเป็นหมดนะ พระป่าเราตัดผ้าก็เป็น ย้อมผ้าก็เป็น ซักผ้าก็เป็น ทำรังดุมก็ได้ ปะผ้าก็ได้ เย็บผ้าก็ได้ ทำได้ทั้งนั้นเลย แต่ไม่ได้นักธรรมเอก ไม่ได้ ไอ้นักธรรมเอกทำไม่เป็น มหายังทำไม่เป็นเลย ทั้งๆ ที่มันเป็นตำราเรียน เป็นตำราเรียน เรียนแล้วต้องปฏิบัติ

แต่ของเราเป็นกรรมฐานมานี่ ดูสิ พระส่วนใหญ่แล้ว ๕ พรรษาส่วนใหญ่ท่องปาฏิโมกข์ได้ทั้งนั้นน่ะ เพราะถ้าบวชมาแล้ว ๕ พรรษาเป็นผู้ฉลาด จบนิติศาสตร์ไง จบนิติศาสตร์คือจบกฎหมายไง ท่องปาฏิโมกข์ได้ ปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไง พระเราส่วนใหญ่ท่องปาฏิโมกข์ได้หมด คือจบนิติศาสตร์ จบกฎหมาย พอจบแล้วไปธุดงค์ที่ไหนก็ได้ ถ้ามึงไม่จบกฎหมาย มึงไปไหนนะ มึงไปโดนเขารีดตังค์นะ เดี๋ยวพระตำรวจมันจะจับ แต่ถ้ามันท่องปาฏิโมกข์ได้ นี่ไง นี่พระปฏิบัติ ไม่ได้สอบ ไม่ได้วัดผล ทำจริงๆ พระทำของเราขึ้นมากันเอง นี่พระกรรมฐานไง

แต่เขาก็ดูถูกนะ บวชมาไม่ร่ำไม่เรียน บวชมาไม่มีปัญญา แล้วมันจะรู้อะไรล่ะ หลับหูหลับตา

หลับหูหลับตานี่แหละฝึกฝนมาจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น วัตรปฏิบัติเกิดจากจิต ค้นหาเอาจากหัวใจของเรา ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมามันจะเป็นจริงขึ้นมาจากเรา ถ้าเป็นจริงได้นะ แล้วเป็นจริงได้ นี่สร้างศาสนทายาทขึ้นมาแต่ละองค์ๆ นะ

ดูหลวงปู่มั่นท่านเป็นห่วงเป็นใย ท่านสร้างศาสนทายาทมา แล้วพอท่านนิพพานไปแล้วมันก็ยังส่งต่อมายังหลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ หลวงตา ท่านพูดเลย หลวงตาเป็นผู้ที่ดีทั้งนอกทั้งใน เป็นที่พึ่งของหมู่คณะไง หมู่คณะไปเที่ยวป่าเที่ยวเขาไหนมีปัญหาขึ้นมาก็มาขอความช่วยเหลือ มาขอความสนับสนุน สนับสนุนทั้งปัจจัยเครื่องอาศัย สนับสนุนทั้งการคุ้มครองดูแล สนับสนุนถึงการสั่งสอน สนับสนุนถึงการชี้ทาง สนับสนุนถึงการขวากหนามในหัวใจ สนับสนุนทั้งนั้นน่ะ นี่หลวงปู่มั่นท่านสร้างศาสนทายาทอย่างนี้ไง

ไม่ต้องสอบได้นักธรรม ได้วุฒิ ได้วุฒิหมดเลย ยังดีนะ สมัยนี้นะ เราอ่านประวัติครูบาอาจารย์มา สมัยก่อนถ้าจบ ๙ ประโยค ถ้าสึกได้เป็นอัยการ ถ้าสึกนะ ตอนนี้ ๙ ประโยคสึกแล้วจะเป็นอนุศาสน์ร้อยตรี เรียนไปเพื่อเอาร้อยตรีไง

แต่ของเรานะ เรียนเพื่อจะฉุดหัวใจไว้ เอ็งอยู่ป่า เอ็งอยู่โคนไม้ เอ็งอย่าไปยุ่งกับสังคม เรียนเพื่อแบบนี้ไง เห็นไหม เราค้นหาจากหัวใจ ค้นหาจากความเป็นจริง ค้นหาของเรานะ นี่พูดถึงการประพฤติปฏิบัติ

ฉะนั้น อยู่ที่คำถาม คำถามถามอย่างนี้มา ภาษาเรานะ เพราะเขาไม่ได้เรียนไง เขาถึงไม่รู้ว่าอาการที่ว่าอวัยวะใหญ่ขึ้น ปากหนาขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น หนักมากขึ้น แต่ไม่ใช่นั่งหลับนะ ถ้านั่งหลับนั่นไม่ใช่ สติพร้อม แต่ตัวมันใหญ่ขึ้น หนาขึ้น ใหญ่ขึ้น

เกิดอาการปีติ แต่ปีตินี้เล็กน้อยมาก ปีติที่มันรุนแรง ปีตินะ ถ้าพอเรามีสติสัมปชัญญะขึ้นมันจะผ่านไป พอผ่านไป พอรู้ว่ามันปีติ รู้ว่ามันดี อยากจะอยู่กับมันไง อยากจะอยู่กับความสุข อยากจะอยู่กับผลงานของตน แต่สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันอยู่คงที่ไม่ได้หรอก สิ่งมีชีวิตมันจะเคลื่อนไหวของมันไปตลอด สิ่งที่เป็นสัจธรรมมันจะพัฒนาของมันขึ้นไป จากปีติมันจะเป็นสุข เอกัคคตารมณ์ แล้วถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นไป เราจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ เราจะเห็นสัจจะเห็นความจริงขึ้นไป มันจะเกิดวิปัสสนา เกิดพัฒนาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป นี่ผู้ที่ปฏิบัติจริงนะ มีครูบาอาจารย์คอยทำจริงขึ้นไป ขอให้มันจริง เห็นไหม

อ่านคำถามแล้วมันขำๆ ไง เพราะเขาไม่ได้เรียน เขาไม่รู้ ไม่รู้ชื่อของมัน แต่เขาได้ตัวของมัน เขาได้ความรู้สึกอย่างนี้ แต่เขาไม่รู้ชื่อ มาถามเรา เราก็บอก นี่เขาเรียกว่าปีติ ปีติ เขาเรียกว่า แต่เอ็งก็ไม่ได้แล้วแหละ ก็มันผ่านไปแล้ว เอ็งทำใหม่นะ อย่างนี้เขาเรียกว่าปีติ เอวัง